เด็บบี้ บาซู ควงสามีฝรั่งเผยเส้นทางรัก

“เด็บบี้ บาซู ควงสามีฝรั่งเผยเส้นทางรัก จากจะจัดพิธีแต่งงาน แต่ดันท้องก่อน กลายเป็นวิธีเลี้ยงลูกแทน”

นักร้องชื่อดังยุค90 เด็บบี้ บาซู ที่วันนี้ควงสามีสุดหล่อ  คุณเดวิด มาเผยเส้นทางความรัก 8 ปี พร้อมลูกสาววัย 6 ขวบน้องลีอา ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มี ธัญญ่า ธัญญาเรศ และ หนิง ปณิตา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ตอนนี้ บาซู กลับมารวมตัวกันอีกครั้งประมาณปีกว่าแล้วได้ไหม?

เด็บบี้ : ได้ค่ะ คือช่วงเด็บบี้กลับมาจากเมืองนอก แล้วพี่โจอี้เริ่มอาการดีขึ้นพอดีก็เลยมีโอกาสรวมตัวกันขึ้นคอนเสิร์ตด้วยกันในปีที่แล้ว

แล้วจะมีโอกาสได้ฟังเพลงใหม่ไหม?

เด็บบี้ : ตอนนี้พยายามทำโปรเจกต์พิเศษกันอยู่ บอกมาหลายรอบว่าจะมีโปรเจกต์พิเศษ วงบาซู แต่ละรอบเหมือนมีอาถรรค์อะไรไม่รู้ รอบแรกเด็บบี้ไปเมืองนอกก่อน ท้อง รอบที่2 พี่โจอี้ ป่วย แล้วมีช่วงโควิด ประมาณ 3 รอบ ส่วนตอนนี้ก็รอจังหวะอยู่เข้าที่ เข้าทางก่อน เพราะปีนี้เรามีอะไรต้องรับผิดชอบเยอะ อย่างเช่น คอนเสิร์ต แกรมมี่ อาร์เอส และอีกหลายคอนเสิร์ตเลย

คุณเดวิดพูดไทยได้ใช่ไหม?

เดวิด : ได้นิดหน่อย อยู่เมืองไทยมา 8 ปีแล้ว ก็มีเรียนภาษาไทยด้วย

อัปเดตอาการพี่ชายหน่อยได้ไหม?

เด็บบี้ : พี่โจอี้ใช่ไหม ตอนนี้อาการดีขึ้นเยอะมากเลยจากที่เป็นอัมพฤกษ์ไปครี่งตัว ตอนนั้นไม่สามารถพูดได้ สื่อสารไม่ได้ เดินไม่ได้ ตอนนี้กลับมาขึ้นคอนเสิร์ตได้แล้ว ถามว่าแกเต้นได้เหมือนเดิมคงไม่ได้ เราก็วางแพลนกันให้พี่โจอี้ขึ้นไปยืนบนเวที โยกได้ด้วย แจมการร้องได้ด้วย ค่อนข้างที่จะยาก แต่เราก็ทำคอนเสิร์ตปลายปีที่แล้วได้ดีมากๆ เลย

ณ วันนี้ทำบทบาทของการเป็นแม่และเป็นภรรยาที่ดี เห็นบอกว่าปลายปีที่ผ่านมาที่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน เป็นปีที่เครียดที่สุด?

เด็บบี้ : ค่ะ ช่วงปลายปีเครียดนิดนีง เพราะเรามีคอนเสิร์ตใหญ่ด้วย แล้วตอนนั้นเราก็แพลนที่จะออกซิงเกิ้ลด้วย ซึ่งก็ยังไม่ได้ออก แล้วเริ่มธุรกิจใหม่ของตัวเองเป็นธุรกิจเล็กๆ กับอาหารเสริมเด็ก แล้วก็ต้องปฏิบัติหน้าที่คุณแม่ด้วยความที่มันหลายสิ่งเหลือเกิน เรารู้สึกว่าเราแยกร่างไม่ถูก แยกสติไม่ถูก

ตอนนั้นเครียดถึงขั้นไหน ถึงขั้นพบคุณหมอไหม?

เด็บบี้ : ตอนนั้นไม่ได้พบค่ะ แต่คนนี้บอกว่ายูต้องพบแล้วล่ะ ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะพบ แต่ด้วยความที่มันยุ่งจนไม่มีเวลาไปพบคุณหมอเลย

เดวิด : นอนไม่ได้ครับ นอนไม่หลับ

เด็บบี้ : เขาเป็นคนพูด และเป็นผู้ฟังที่ดีมากๆ 

แสดงว่าตอนนั้นอาการเหวี่ยงวีน ทุกอย่างมาหมด?

เด็บบี้ : มาหมดเลย เหมือนเป็นอะไรที่เกี่ยวกับฮอร์โมน แต่จริงๆ ไม่น่าจะใช่ เหมือนเรารับสถานการณ์และรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มันรุมล้อมเข้ามาไม่ไหวแค่นั้นเอง

ปลายปีเป็นช่วงโอกาสที่ดี เราอยากรับทุกโอกาส มันตั้งใจทำทุกอย่างให้ดี แต่คนเดียวอะเนอะ?

เด็บบี้ : ใช่ แล้วรู้สึกว่าเหมือนช่วงที่แล้วเราไม่ปล่อยวางเลย ทุกอย่าง อยากให้มันออกมาเป๊ะ คนที่เจอหนักที่สุดก็จะเป็น 2 ชายในชีวิต นี่คือ 1 ชาย แล้วก็พี่กำปั้น คือสติแตก พี่ปั้นเป็นคนใจเย็นเหมือนกัน โชคดีที่ทั้งสองคนเป็นคนใจเย็น บางเขามีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ตอนนั้นเราไม่รับฟังแล้ว ฉันจะเอาให้มันไปถึงจุดหมายให้ได้ แต่พอเสร็จแล้ว มันกลายเป็นว่าทุกอย่างรอบข้างของเรามันตึงเครียดไปหมดเลย

กับลูกสาวล่ะ?

เด็บบี้ : กับลูกสาวยอมรับเลย ช่วงก่อนแอบวีนนิดนึง คือเราจะไม่วีนเขาโดยไม่มีเหตุผล ถ้าเขาทำอะไรผิดนิดนึง โดยปกติแล้วเราจะนั่งคุยกัน แต่คราวนี้นิดนึงปุ๊บก็ใส่เต็มอัตราเลย

ตอนนี้ทุกอย่างเข้าสู่อาการปกติหรือยัง?

เด็บบี้ : เข้าสู่อาการปกติเรียบร้อยค่ะ ทุกอย่างมันบาลานซ์มากขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรู้จักปล่อยวางมากขึ้น เราไม่ได้ไปพบแพทย์แต่อ่านหนังสือแล้วก็ทำสมาธิ แล้วเราก็ทำความเข้าใจกับตัวเองมากขึ้น

เห็นว่าตอนคลอดน้องมีภาวะซึมเศร้า มาม่าบลู?

เด็บบี้ : ใช่ค่ะ ตอนนั้นสถานการณ์คล้ายๆ กับปลายปีที่แล้วเลย คืออะไรๆ มันเกิดขึ้นหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน พอคลอดน้องก็มีส่วนของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงด้วย ตอนนั้นอยู่อเมริกา เลี้ยงลูกเอง เริ่มธุรกิจ ตอนนั้นทำธุรกิจกันสองคน เป็นธุรกิจเครื่องสำอางที่อเมริกา เราทำทุกอย่างด้วยกัน ทุกอย่างมันเริ่มตึงเครียด

คุณสามีรับมือยังไง?

เดวิด : นั่งสมาธิ 15 นาทีครับ

เด็บบี้ : เขาเป็นคนสอนให้เราใจเย็นลงมากๆ เลย แต่จริงๆ เราไม่ได้เป็นคนใจร้อน แต่เราดิลกับความตึงเครียดไม่ค่อยเก่ง พอมันมีอะไรที่เราต้องทำงานแข่งกับเวลา หรือมีเดทไลน์อะไรก็ตามเราจะเริ่มรน เริ่มพารานอยด์แล้ว เราจะเริ่มจัดแจงอารมณ์ของเราไม่ค่อยถูก แต่ตอนนี้ดีขึ้นเยอะมากเลย สมมติเรามีปัญหากัน เราช่วยกันแก้ พอเราเปลี่ยนมุมมอง จากที่เธออยู่อีกฝั่งจากฉันแล้วเรามาทำงานกันเป็นทีม เราก็จะแก้ปัญหาด้วยกันได้ดีมากขึ้น

คู่นี้คบกันมา 8 ปีแล้ว ไปเจอกันที่ไหน?

เด็บบี้ : เจอกันที่บาร์ที่ไทยสมัยยังซ่าๆ กันอยู่

เดวิด : ผมชอบเด็บบี้ก่อนครับ ชอบทุกอย่าง โดยเฉพาะตากับรอยยิ้ม

ตอนนั้นรู้ไหมว่าเขาดังมาก?

เดวิด : ไม่รู้ครับ เด็บบี้บอกว่าทำงานเป็นนักร้อง แต่ผมคิดว่าเป็นนักร้องของอเมริกาครับ

เด็บบี้ : ตอนแรกเขาไม่ได้คิดว่าหนูเป็นคนไทย

ชอบเขาไหมตอนที่เขาเข้ามาคุย?

เด็บบี้ : ไม่ชอบค่ะ สเปคไม่ใช่ฝรั่งเลย หนูชอบตี๋ นี่มาคนละแนวกันเลย ตั้งแต่มีสามีฝรั่ง ทุกวันนี้หนูไม่เห็นตี๋หล่อเลย 

แล้วสานสัมพันธ์กันยังไง?

เด็บบี้ : เจอกันรอบแรกก็ได้พูดคุยกัน เขานิสัยน่ารัก เราได้แลกเบอร์กัน แต่เราไม่ได้คิดที่จะคุยด้วยแบบจริงจัง เหมือนเป็นเพื่อนเฉยๆ วันรุ่งขึ้นเราไปนอนค้างโรงแรมในกรุงเทพกับเพื่อน เขาก็โทรมาบอกว่าขอมาหาได้ไหม อยากเจอเธอมาก เราบอกไม่เอาอะมันเป็นเวลาส่วนตัวของเรา แล้วเพื่อนบอกเอารูปเขามาดูก่อน พอเพื่อนเห็นหน้า ไปเลย กูอยู่คนเดียวได้ เพื่อนเชียร์ พอออกไปบอกเพื่อนว่าอีก 2 ชม.กลับมานะ แป๊บเดียว รอเราก่อนแล้วกัน ปรากฎว่ากลับมา 8 โมงเช้า เพื่อนบอกว่า ฉันนึกว่าเธอตายไปแล้ว เราออกไปน่าจะประมาณ 2 ทุ่ม

2 ทุ่มถึง 8 โมงเช้า ทำอะไรกัน?

เด็บบี้ : คุยเฉยๆ จริงๆ สมัยก่อนบาร์ ผับ มันจะเปิดถึงสว่าง เราก็นั่งคุยกันไป ทำความรู้จักกันแบบว่าจิกกันไป

แสดงว่าเริ่มชอบแล้ว?

เด็บบี้ : เริ่มแบบ เห้ย..เขาทัศนคติดี เป็นคนสุภาพ ที่สำคัญเป็นคนที่ให้เกียรติคนมากๆ แต่ไม่ถึงขั้นว่าตกหลุมรัก แต่เริ่มรู้สึกเปิดใจ พอเขามาส่งที่หน้าโรงแรม เขาก็คิสเรา เราก็แบบมันไวไปหรือเปล่า เราไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกไม่เป็นไรหรอก หยวนๆ ไปเถอะ เพื่อนกลัวไม่มีสามี

พอคุยกันสักพัก คุณเดวิดมาบอกเด็บบี้ว่าเคยผ่านชีวิตการแต่งงานมาแล้ว?

เด็บบี้ : ใช่ จริงๆ บอกตั้งแต่วันแรกเลย เราเฉยๆ มาก รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ

คุณเดวิดจะกลับไปหาอดีตภรรยา ส่วนเด็บบี้เพิ่งอกหักจะกลับไปหาแฟนเก่า นี่คือสิ่งที่เหมือนกันเลยทำให้ชอบกันจริงเหรอ?

เด็บบี้ : ก็มีส่วนนะคะ เราไม่ได้คิดว่าเราจะมาดามใจกันและกัน แต่เราคิดว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังผ่านอยู่ แล้วเราก็เข้าใจเขา เป็นกำลังใจให้กันและกัน จนแบบว่าไม่เอาแล้วไอนี่ อยู่กันเองดีกว่า

ก็เลยดามใจกันมาสัก 3 เดือน?

เด็บบี้ : 3 เดือนนี่เป็นเพื่อนกัน ยังไม่เป็นแฟน ยังไม่มีอะไรใดๆ ทั้งสิ้นเลย แต่คุยกัน เจอกันทุกวัน พอหลัง 3 เดือนค่อยตัดสินใจคบกัน

มีการคุยกันไหม ถ้าคบกัน แต่งงานกันจะต้องย้ายไปอเมริกา?

เด็บบี้ : ตอนนั้นยังไม่ได้คุยถึงเรื่องแต่งเลย แต่เขามีแพลนที่จะย้ายไปอเมริกา เพื่อไปอยู่ใกล้คุณแม่เขา ตอนนั้นคุณแม่ป่วย ตอนนั้นเลยจะย้ายงานแล้วกลับไป เราก็แบบว่าแล้วความสัมพันธ์เราจะไปต่อยังไง เขาก็เลยชวนเรา โห..ใจง่ายหนีตามผู้ชายไปเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ

การที่มีชื่อเสียงมาก แล้วงานก็ดีมากๆ แล้วจะตัดสินใจย้ายไปกับเขา มันคือการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่คบกัน 3 เดือน?

เด็บบี้ : ใช่ค่ะ แต่จริงๆ ตอนที่ย้าย ตอนนั้นประมาณ 8 เดือน ก็ตัดสินใจนานมากๆ อยู่ว่าเราจะทิ้งทุกอย่างไปดีหรือเปล่า เพราะว่าเราก็เพิ่งเรียนจบกลับมา แล้วเหมือนเพิ่งกลับมารับงานในวงการ เหมือนเราเพิ่งกลับมาสร้าง แต่คิดไปคิดมาแล้ว คนคนนี้ก็เป็นคนที่เราอยากใช้ชีวิตด้วย เรารู้สึกว่ามันใช่ ก็โอเคตัดสินใจไปเลย

คุณพ่อ คุณแม่ว่าไง?

เด็บบี้ : คุณพ่อ คุณแม่ ดีใจ ตอนแรกตัดสินใจไปอยู่ ซีแอตเทิล แต่สุดท้ายไป LA แทน เพราะแม่เด็บบี้อยู่ LA แต่มันไม่ไกลกัน ทุกคนก็เลยแฮปปี้มากๆ 

หลังจากที่ย้ายไป นานไหมกว่าจะแพลนเรื่องแต่งงาน?

เด็บบี้ : พอย้ายถึงปุ๊บ มีละครติดต่อเข้ามา เราก็ที่รัก เนี่ยมันมีงาน ขอกลับหน่อยได้ไหม ก็เลยตัดสินใจว่าเราจะกลับมาทำงาน ก็บินกลับไป กลับมาช่วงที่มีเบรกถ่ายละคร มันเป็นความรักระยะยาวประมาณช่วงนึง เกือบ 1 ปี 8 เดือน

พอมันห่างกัน มันมีปัญหาไหม?

เด็บบี้ : ไม่เลยนะคะ เขาเข้าใจ แต่เขาก็บ่นว่าคิดถึง ตอนแรกเลยที่เราย้ายไปอยู่อเมริกา เราตัดสินใจที่จะมีลูกกันเลยไม่ได้คิดถึงเรื่องแต่งงานด้วยซ้ำไป แต่คิดว่าอยากมีน้อง แล้วที่บ้านก็แบบมีเลยๆ ก็พยายาม ทำยังไงก็ไม่มี จนกระทั่ง8 เดือน ถ่ายละครใกล้จะปิดกล้องแล้ว เขามาที่ไทย เพื่อที่จะมาเซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน แบบคุกเข่าขอแต่งงาน ร้องเพลง ดีดกีต้าร์ เราก็เซเยสเลย

แต่แพลนจะแต่งงาน สุดท้ายต้องเลื่อน เพราะอะไร?

เด็บบี้ : ตอนนั้นเราตกลงที่จะแต่งงานกัน พอมีข่าวว่าหมั้นก็มีแถลงข่าว แล้วถ่ายพรีเวดดิ้งอย่างสวยงาม แล้วหลังวันที่ถ่ายพรีเวดดิ้งเขาก็บินกลับ เราก็ไปถ่ายละครของเรา หลับคากองถ่ายเลย ถ่ายๆ อยู่ก็จะหลับ ไม่รู้ว่าร่างกายมันเกิดอะไรขึ้น เริ่มรู้สึกแปลกๆ ก็ไปหาหมอ ท้องค่ะ 

ตอนนั้นมีปัญหากับกองถ่ายไหม พอท้องร่างกายเราเปลี่ยนแปลง?

เด็บบี้ : พี่โปรดิวเซอร์ก็บอกว่าทำไมทำแบบนี้กับพี่ ถามว่าถ่ายไปได้เยอะไหม มันเหลือแค่ฉากท้ายๆ แต่ฉากท้ายๆ มันต้องตบตีกับพี่แอน สิเรียม มีฉากโดนราดน้ำ โดนผลัก ทุกคนก็คิดเอาไงดี แต่สุดท้ายแล้วก็ทำได้ มันก็เซฟ ตอนที่ถ่ายฉากโหดๆ คือ 4 เดือนแล้ว

สุดท้ายพิธีแต่งงานไม่ได้เกิด แต่ได้วิธีการเลี้ยงลูกมา?

เด็บบี้ : ใช่ค่ะ

พอได้ลูกสาวมาเห็นว่าบ้านนี้เลี้ยงลูกแบบไม่สปอยเลย?

เด็บบี้ : ไม่เลยค่ะ หลักๆ จะมีคุณพ่อ คุณแม่ พี่เลี้ยง 3 คนไม่มีใครโอ๋ ถ้าเกิดทำผิดมา บอกเลยว่ารัฐบาลในบ้านต้องสามัคคี เพราะถ้าแม่ดุแล้วพี่เลี้ยงโอ๋ แม่ก็กลายเป็นหมา ถ้าพ่อดุแล้วแม่มาโอ๋ พ่อก็จะเป็นคนใจร้าย แม่ก็จะเป็นนางฟ้าเพราะฉะนั้นระบบนี้ไม่เวิร์ก 

คุณพ่อสติ๊กเรื่องอะไร?

เด็บบี้ : เรื่องพูดภาษาไทย ในบ้านห้ามพูดภาษาอังกฤษกัน เพราะเราตัดสินใจที่จะอยู่ไทย มันจะดีกับลูกมากๆ ถ้าโตขึ้นมาแล้วสามารถได้ทั้งสองภาษา แต่คนนี้ 6 ขวบแล้วยังไม่ได้ไทยเลย เขาเข้าใจ ถ้าสมมติถามไทยตอบฝรั่ง ส่วนมากเด็กที่เป็นลูกครึ่งเรียนอินเตอร์ เป็นแบบนี้เยอะมากเลย

เห็นว่ามีกฎด้วยเวลานั่งทานอาหาร?

เด็บบี้ : ทานเสร็จแล้วไม่สามารถที่จะลุกไปได้เลย ต้องขออนุญาตที่จะลุกออกจากโต๊ะไป อันนี้เป็นกฎของคุณพ่อ

เดวิด : เรื่องมารยาทเป็นสิ่งสำคัญ

เห็นว่าน้องลีอาอยากมีน้อง?

เด็บบี้ : ใช่ค่ะ 

แม่จะมีให้ไหม?

เด็บบี้ : น่าจะไม่แล้วค่ะ ช่วงนี้คุณแม่เพื่อนสนิทเขาท้อง แล้วมีน้องกันเยอะ เขาก็ถามทำไมคนนั้น คนนี้มีน้อง ทำไมแม่ไม่มีให้หนูบ้าง จะกดดันแม่นิดนึง

ติดตามชมรายการ คุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คลิปสัมภาษณ์ เด็บบี้ บาซู